Contact Us Contact Us Site Map Links FAQ Discussion Board News & Event
 
Status & PlanCG AwardsCG CenterCG For IntermediariesCG Sources
 
ENG / ไทย
 
 
 
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับบรรษัทภิบาลในตลาดทุน โดยได้กำหนดให้ปี 2545 เป็นปีเริ่มต้นแห่งการรณรงค์การมีบรรษัทภิบาลที่ดี และเพื่อให้การส่งเสริมบรรษัทภิบาลมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรีจึงได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาล
แห่งชาติขึ้น โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯ มีนโยบายที่จะจัดเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) โดยการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 6 ชุด ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับนโยบายของภาครัฐ ไปดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป (ดูรายละเอียด)
สำหรับกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ ของไทยในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกฎหมายในต่างประเทศแล้วพบว่า กฎหมายและข้อกำหนดส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานสากลแล้วไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการบัญชีไทยที่ส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีของ IAS และข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลในแบบรายงานการเปิดเผยข้อมูลประจำปีซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับ Form US10k ของอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เทียบเคียงได้กับ Sarbanes-Oxley Act of 2002 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เพิ่งบังคับใช้เมื่อกลางปี 2545 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดความน่าเชื่อถือของการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน (ดูรายละเอียด)
การผลักดันให้เกิดบรรษัทภิบาลที่ดีอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกจากจะเน้นในด้านการพัฒนากฎหมายและการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดแล้ว ควรมุ่งเน้นที่ปัจจัยแวดล้อมที่จะจูงใจ และผลักดันให้บริษัทต้องมีบรรษัทภิบาลที่ดี โดยควรทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่กรรมการ ผู้ลงทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ (carrot and stick)
   
 
 
 
การยกระดับบรรษัทภิบาลให้ได้ผล ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันผลักดันอย่างเต็มที่ ทั้งทางตรง
และทางอ้อม โดยแรงผลักดัน 3 ด้านต่อไปนี้ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดบรรษัท
ภิบาลที่ดี
   
   
 
Regulatory Disciplines
 
 
Market Disciplines Self Disciplines
   
1. ออกข้อบังคับของทางการ (Regulatory Disciplines) หมายถึง การผลักดันจากภาครัฐโดยการออกกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำ
2. การกระตุ้นให้เกิดแรงผลักดันจากสังคม (Market Disciplines) หมายถึง การสร้างกลไกตลาดและแรงจูงใจ เพื่อให้กระแสสังคมเป็นแรงผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีบรรษัทภิบาลที่ดี
3. ความตั้งใจจากภาคเอกชน (Self Disciplines) หมายถึง การส่งเสริมให้ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของการมีบรรษัทภิบาลที่ดี และตั้งใจนำแนวทางต่าง ๆ ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
   
เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนว่า กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนมีมาตรฐานทัดเทียบกับมาตรฐานสากล ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ ROSCs (Report on the Observance of Standards and Codes) ซึ่งเป็นโครงการที่ World Bank ได้จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปฏิบัติตาม code และ standard ที่เป็นระดับสากล โดยการประเมินตามโครงการ ROSCs ทั้งหมดจะประกอบด้วย 10 ประเด็น และมีการประเมินเรื่อง corporate governance เป็นประเด็นหนึ่งด้วย
 
 
 
   
1. ความตั้งใจจากภาคเอกชน (Self Disciplines)
  หลักการ : การมีบรรษัทภิบาลที่ดีเป็นเรื่องที่เกิดจากความมุ่งมั่นของบริษัทเอง
  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดีจำนวน 15 ข้อ เพื่อให้บริษัทใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยให้เปิดเผยการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว รวมทั้งเหตุผลที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ (ถ้ามี) ในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และรายงานประจำปีของบริษัท (ดูรายละเอียด)
  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Center) เพื่อให้คำแนะนำแก่บริษัทจดทะเบียน
  การให้ความรู้และคำปรึกษาต่าง ๆ เช่น
    - กรรมการ : ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้การสนับสนุนโครงการฝึกอบรมของ IOD โดยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่กรรมการที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร "ประกาศนียบัตรสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Directors Certification Program: DCP) ในอัตราร้อยละ 75 ของค่าอบรม โดยให้สิทธิแก่บริษัทจดทะเบียนแห่งละ 2 ราย
  - ผู้อำนวยการบัญชีและการเงิน (CFO) : สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยจะจัดหลักสูตรเฉพาะของวิชาชีพบัญชีให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่ง CFO
เพื่อพัฒนาให้ CFO มีความรู้และความสามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก และจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2546
2. การกระตุ้นให้เกิดแรงผลักดันจากสังคม (Market Disciplines)
  การเพิ่มบทบาทผู้ลงทุน
    - การจัดตั้งองค์กรผู้ถือหุ้นรายย่อย : เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ได้ร่วมมือกันสนับสนุนสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของผู้ลงทุนในการให้คำแนะนำ เผยแพร่ความรู้ ติดตามการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน และเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
    - การจัดตั้งชมรมนักลงทุนสถาบัน : เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 กลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน อันประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม และบริษัทประกันชีวิต ได้ร่วมกันจัดตั้งชมรมนักลงทุนสถาบันขึ้นเพื่อผลักดันให้เกิด บรรษัทภิบาลที่ดีในตลาดทุน โดยจะร่วมกันกำหนดแนวทางพิจารณาสำหรับการลงทุนให้รวมถึงปัจจัยด้านบรรษัทภิบาล รวมทั้งจะเพิ่มบทบาท ในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ลงทุนด้วย
    - กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ : ในฐานะที่ กบข. เป็นนักลงทุนสถาบันรายใหญ่และมีศักยภาพในการลงทุน ดังนั้น กบข. จึงเน้นบทบาท ในการทำหน้าที่ในด้านการปกป้องและดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อย เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่กิจการต่าง ๆ
    - กองทุนรวม : สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างพิจารณากำหนดให้กองทุนรวมใช้เรื่อง บรรษัทภิบาลเป็นปัจจัยในการลงทุน และให้เปิดเผยนโยบาย การใช้สิทธิออกเสียงในบริษัทที่ไปลงทุนให้ผู้ถือหน่วยทราบ
 
การสนับสนุนการจัดอันดับบรรษัทภิบาล (corporate governance rating) ของบริษัทจดทะเบียน : (รายละเอียดปรากฏตามหัวข้อ "CG Rating")
  การให้รางวัลจูงใจ
    - Disclosure Award: เมื่อปี 2545 สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นเพื่อชมเชยและให้รางวัล Disclosure Award แก่บริษัทที่เปิดเผยข้อมูลดี โดยในปี 2545 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการนี้มีบริษัทที่ได้สมควรที่จะได้รับรางวัล "Disclosure Award 2002" จำนวน 40 บริษัท (รายละเอียดปรากฏตามหัวข้อ "Disclosure Award")
    - Board of the Year Award: ในปี 2546 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย โดยความร่วมมือของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะร่วมกันจัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยคาดว่าจะประกาศผลภายในเดือนเมษายน 2546
    - Q-Mark : เป็นโครงการที่สภาหอการค้าไทยและสภาอุตสาหรรมแห่งประเทศไทยร่วมกันจัดขึ้นมอบตราสัญญลักษณ์ให้แก่สมาชิกที่ปฏิบัติตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี
3. ออกข้อบังคับของทางการ (Regulatory Disciplines)
  กลไกการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น : เป็นบัญญัติตามกฎหมายบริษัทมหาชน กฎหมายหลักทรัพย์ และกฎเกณฑ์ของ กลต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยส่วนใหญ่ครอบคลุมตามแนวทางของ OECD แล้ว ได้แก่
    - สิทธิพื้นฐานต่าง ๆ เช่น สิทธิในการออกเสียง สิทธิในการมอบฉันทะ
    - การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ถือหุ้นในการใช้สิทธิออกเสียง เช่น การกำหนดรายละเอียดในหนังสือนัดประชุม การกำหนดแบบฟอร์มหนังสือมอบฉันทะ ในลักษณะที่ให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการกำหนดทิศทางการออกเสียงของผู้รับมอบฉันทะ การกำหนดให้บริษัทเสนอชื่อ กรรมการอิสระให้ผู้ถือหุ้น เป็นทางเลือกในการมอบฉันทะ
    - สิทธิตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ที่อาจมีผลกระทบกับบริษัท เช่น การเพิ่มทุน การเสนอขายหลักทรัพย์แก่กรรมการและพนักงาน การได้มา/จำหน่ายไป ซึ่งทรัพย์สินที่สำคัญ การทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกันที่มีมูลค่าสูง
    - อำนาจในการในการใช้สิทธิออกเสียง : การดำเนินการบางกรณีของบริษัท ต้องให้สิทธิถือหุ้นจำนวนหนึ่งที่จะคัดค้านการดำเนินการนั้นได้ เช่น กรณี ESOP, whitewash หรือการออกหุ้นใหม่ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นต้น
    - สิทธิในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action) : เพื่อให้การเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ลงทุน ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ได้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว
  หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
    - ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทต้องมีกรรมการตรวจสอบ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการบริษัทอย่างน้อย 3 คนที่ไม่มีความสัมพันธ์ในลักษณะที่จะกระทบความเห็นที่เป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่ดังนี้
   
  • สอบทานให้บริษัทมีรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและเพียงพอ
  • สอบทานให้บริษัทมีระบบการควบคุมภายใน (Internal Control) และการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ที่เหมาะสมและมีประสิทธิผล
  • พิจารณาและให้ความเห็นในกรณีที่บริษัทมีการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน
    - กฎหมายบริษัทมหาชนกำหนดให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท และในกรณีที่กรรมการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว ผู้ถือหุ้นมีสิทธิดำเนินคดีกับกรรมการนั้นแทนบริษัทได้ (derivative suit)
ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายบริษัทมหาชนและกฎหมายหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบของกรรมการและฝ่ายจัดการ
     
  การเปิดเผยข้อมูล
    - ข้อมูลทางการเงิน
   
   
  • สำนักงาน ก.ล.ต. มีข้อกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องจัดทำงบการเงินประจำปีให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี โดยต้องผ่านการตรวจสอบ จากผู้สอบบัญชี ที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ และงบการเงินรายไตรมาสที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ความถี่และกำหนดระยะเวลาการส่งข้อมูลการเงินของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าประเทศอื่นในแถบเดียวกัน กล่าวคือ บริษัทจดทะเบียน ต้องจัดทำและจัดส่งประจำปีภายใน 60 วัน และงบการเงินรายไตรมาส ภายใน 45 วัน
   
  • สำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคมนักบัญชีฯ มีหน้าที่กำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สอบบัญชี โดยในการพิจารณา หรือทบทวนคุณสมบัติของผู้สอบบัญชีจะมีการสอบทานกระดาษทำการของผู้สอบบัญชีด้วย และในกรณีที่ตรวจพบข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ก็มีอำนาจดำเนินการกับผู้สอบบัญชี เช่น สั่งพักการให้ความเห็นชอบ เป็นต้น (ดูรายละเอียด)
    - ข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงิน
   
  • ปัจจุบันสำนักงานมีข้อกำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปีและร่างหนังสือชี้ชวน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นสามารถ ติดตามการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ ๆ เช่น ลักษณะการประกอบธุรกิจ โครงสร้างการถือหุ้น โครงสร้างการบริหารและการจัดการ ปัจจัยความเสี่ยง รายการกับกลุ่มบุคคลที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และคำอธิบายเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน
  • ในด้านการติดตามดูแลการเปิดเผยข้อมูล สำนักงาน ก.ล.ต. จะสอบทานรายงาน การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนเป็น ประจำทุกปี
 
 
1. โครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารงานที่มีลักษณะครอบครัว
  โครงสร้างการถือหุ้น
    - สัดส่วนการกระจายการถือหุ้น (free float) ของบริษัทจดทะเบียนมีความแตกต่างกันดังนี้ง
    Free Float โดยรวม : ประมาณ 37%
   Free Float ของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET 50 : ประมาณ 49%
   Free Float ของบริษัทจดทะเบียนนอกกลุ่ม SET 50 : ไม่น้อยกว่า 15% ตามเกณฑ์ดำรงสถานะ
    - มูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET 50 คิดเป็นประมาณ 75% ของ Market Cap. รวม
  โครงสร้างด้านการบริหารงาน
    จากผลการสำรวจข้อมูลของบริษัท McKinsey&Conpany เมื่อเดือนเมษายน 2545 ซึ่งได้ทำการสำรวจสภาพบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียนไทยที่มี Market Cap. สูงสุดประมาณ 130 บริษัท พบว่า บรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียนไทยมีข้อดีในด้านการบริหารงานของคณะกรรมการ ดังนี้
    - ร้อยละ 76 ของบริษัทที่ทำการสำรวจ มีองค์ประกอบคณะกรรมการที่เป็นอิสระ โดยประกอบด้วยกรรมการที่ไม่ใช่ผู้บริหารเกินกึ่งหนึ่ง
    - ร้อยละ 68 ของบริษัทที่ทำการสำรวจ มีกรรมการอิสะเป็นองค์ประกอบในอัตราร้อยละ 25-50
    - ร้อยละ 22 ของบริษัทที่ทำการสำรวจ มีประธานกรรมการเป็นกรรมการอิสระ โดยสัดส่วนนี้สูงกว่าสัดส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น
     
  การถือหุ้นไขว้และการทำรายการระหว่างกัน
    - บริษัทขนาดใหญ่มักไม่มีปัญหาในเรื่องนี้
    - การกำกับดูแลในเรื่องนี้ ส่วนมากใช้การเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก
    - กฎหมายบริษัทมหาชนมีข้อห้ามมิให้บริษัทให้กู้ยืมแก่กรรมการ
    - การทำรายการระหว่างกันที่มีมูลค่าสูง ๆ คือ มากกว่า 3% ของสินทรัพย์มีตัวตนสุทธิ ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยมีความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินประกอบด้วย
    - สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะร่วมกันกำกับดูแลการทำรายการระหว่างกันที่ไม่เป็นธรรม
    - สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2546
     
2. บรรษัทภิบาลของรัฐวิสาหกิจ
  รัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตระหนักดีว่าการมีบรรษัทภิบาลที่ดีจะมีผลต่อราคาหุ้นของบริษัท ซึ่งการมีส่วนได้เสียของรัฐบาลดังกล่าวจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดบรรษัทภิบาลที่ดีและนำไปสู่ผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นในระยะยาว ดังนั้น ในการตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบ และความเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นอื่นด้วย ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับ Corporate Governance ของรัฐวิสาหกิจ แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
  - การแทรกแซงนโยบายในการบริหารงาน
 
  • รัฐบาลจะผลักดันรัฐวิสาหกิจที่เป็นเชิงพาณิชย์เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และให้อิสระในการบริหารงาน
    ท รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บมจ. ปตท. ซึ่งได้มีมติคณะรัฐมนตรีออกมารองรับ เพื่อให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น
 
  • มุ่งเน้นการพัฒนาการบริหารการจัดการงานของรัฐวิสาหกิจ โดยการให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการจัดซื้อผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (E-procurement) ซึ่งในขณะนี้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น ทศท.คอร์ปอเรชั่น การบินไทย ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาล คือ ร้างความโปร่งใสในการดำเนินการในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ และการลดต้นทุนในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ
 
  • รัฐบาลมีนโยบายที่จะค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจเท่าที่จำเป็น เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  - การแต่งตั้งคณะกรรมการและผู้บริหาร และการบริหารงาน
    - รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการสรรหาผู้ที่มีความรู้ ความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพ มาร่วมในการบริหารงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเข้ามาเป็นคณะกรรมการหรือเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ
    - ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจะเน้นในเรื่องความโปร่งใส และตรวจสอบได้
    - การแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจจะต้องผ่านคณะกรรมการสรรหา
    การเปิดเผยข้อมูล
    - รัฐบาลมีนโยบายที่จะเสนอขายหุ้นให้แก่พนักงานของรัฐวิหากิจเมื่อมีการแปรรูป เพื่อให้พนักงานมีส่วนเป็นเจ้าของของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในสัดส่วนที่มากพอที่จะทำให้กลการถ่วงดุลของผู้ถือหุ้นมีประสิทธิภาพ
    - นโยบายทางบัญชีของรัฐวิสาหกิจจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีของไทย (Thai GAAP)ส่วนในรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในระหว่าง การเตรียมความพร้อมที่จะเสนอขายหุ้นและเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน ถ้ามีการเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนต่างประเทศก็จะออกงบการเงิน ตามมาตรฐานบัญชีสากล (IAS) โดยจะมีผู้สอบบัญชีอิสระมารับรองงบการเงินด้วย
    - รัฐวิสาหกิจมีการจัดทำรายงานประจำปี (Annual report) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    - รัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องมี Website ของตนเอง โดยที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนทั้งในเรื่องข้อมูลทั่วไปในการดำเนินงานและข้อมูลการเงิน
    - ในระยะยาวจะผลักดันให้รัฐวิสาหกิจมีการจัดทำ Corporate Governance Rating
     
3. กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
    ที่ผ่านมา กระบวนการนำคนผิดมาลงโทษทางอาญายังไม่ดีนัก เห็นได้จากหลายกรณีที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ อย่างไรก็ดี ได้มีความพยายามหากลไกการลงโทษในด้านอื่นเป็นการทดแทน ดังนี้
    - การใช้อำนาจทางบริหาร (administrative sanction) : ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. ใช้อำนาจนี้ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น
   
  • การลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้สอบบัญชี ผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน
  • การ blacklist ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
    - การลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการปรับ : ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. มีการระวางโทษปรับในคดีความผิดในกรณีมีการใช้ข้อมูลภายใน ซึ่งผู้กระทำผิดมีทั้งผู้ลงทุน นักธุรกิจที่มีชื่อเสียง นักการเมือง
    - การลงโทษทางอาญา : เป็นกระบวนการลงโทษที่ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันได้มีการหารือร่วมกัน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของเรื่องนี้เป็น 2 ระยะ คือ
   
  • ระยะสั้น : ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยตำรวจ อัยการ และหน่วยงานกำกับดูแล (สำนักงาน ก.ล.ต. หรือ ธปท.) ต้องประสานงานระหว่างกันในการดำเนินคดี
  • ระยะยาว : (ก) การแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีทางเศรษฐกิจ เป็นการเฉพาะ และ (ข) เพิ่มบทกำหนดโทษทางบริหารและทางอาญา
     
     ENG / ไทย